BLOGS

แบตรถไฟฟ้า และทุกเรื่องน่ารู้ของรถ EV

สำหรับลูกค้าเท่านั้น! ต้องการติดตั้ง GPS Cartrack วันนี้ ปรึกษาฟรี!

ฉันเป็น / ...
จำนวนยานพาหนะของคุณ
ขอบคุณค่ะ เจ้าหน้าที่คาร์แทรคจะติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด
Oops! Something went wrong while submitting the form.

จากสภาวะน้ำมันแพงที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ไม่ปกติอย่างสงคราม ทำให้คนหันมาพิจารณาตัวเลือกรถเป็นรถไฟฟ้า EV ที่เคลื่อนที่ด้วยแบตรถไฟฟ้ากันมากขึ้น

แต่แน่นอนว่า หลายคนก็ยังมีข้อสงสัยหรือเรื่องติดใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของรถไฟฟ้าและแบตรถ EV ว่าสู้รถใช้น้ำมันได้ไหม หรืออย่างน้อยจะไม่สร้างปัญหาให้กับผู้ใช้รถในภายหลังใช่หรือเปล่า บทความคาร์แทรค (Cartrack) ตอนนี้หาคำตอบมาให้แล้ว

Cartrack ผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการยานพาหนะแบบครบวงจร เพื่อธุรกิจทุกอุตสาหกรรมและผู้ใช้รายย่อย เราให้บริการระบบบริหารจัดการยานพาหนะทั้งรถน้ำมัน (รถสันดาป) และรถไฟฟ้า EV ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี และบริการหลังการขายตลอดอายุการใช้งานที่เป็นอันดับต้นในตลาด ลูกค้าจากทุกอุตสาหกรรมและความต้องการใช้งานจึงมั่นใจเลือกใช้เราและแนะนำต่อ

บทความตอนนี้ชวนคุยเรื่อง:

  • เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับรถไฟฟ้าและแบตรถไฟฟ้า EV
  • ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับแบตรถไฟฟ้า EV
  • เทคนิคดูแลแบตรถไฟฟ้า EV ให้ใช้งานได้นาน
  • เปรียบเทียบรถไฟฟ้า EV VS รถน้ำมัน ยุคนี้..เลือกแบบไหนคุ้ม?
  • ระบบติดตามรถ Cartrack ช่วยดูแลความปลอดภัย - แบตรถไฟฟ้า EV ได้อย่างไร?

เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับรถไฟฟ้าและแบตรถไฟฟ้า EV

รถไฟฟ้า หรือ รถพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือเรียกย่อ ๆ ว่า EV) คือ ยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาโดยใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน

ด้วยเหตุผลนี้ทำให้แบตรถไฟฟ้า EV มีความสำคัญมาก หรือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบเมื่อคิดจะซื้อรถไฟฟ้าสักคัน

ประเภทแบตรถไฟฟ้า EV มีอะไรบ้าง?

แบตรถไฟฟ้า EV มีอยู่หลัก ๆ 3 ประเภท ได้แก่

1. Lithium Iron Phosphate หรือ LFP

แบตรถไฟฟ้าแบบ LFP มักจะติดตั้งในรถรุ่นเริ่มต้นไปจนถึงระดับกลาง ข้อดีของแบต LFP คือจะมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน ปลอดภัยสูง และคุ้มค่า เหมาะสำหรับเจ้าของรถที่เน้นวิ่งในเมือง เดินทางระยะสั้น และต้องการความคุ้มค่าเป็นหลัก

2. Nickel Manganese Cobalt หรือ NMC

แบตรถไฟฟ้าแบบ NMC ส่วนใหญ่จะติดตั้งในรถระดับกลางไปจนถึงระดับไฮเอนด์ หรือรถยนต์หรือรถ crossover วิ่งระยะไกล 

แบตจะมีความหนาแน่นในพลังงานค่อนข้างสูง สามารถชาร์จไวได้แต่ไม่ควรชาร์จไวบ่อย ๆ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมแบตรถไฟฟ้ารุ่นนี้จึงเหมาะกับเจ้าของรถที่เน้นวิ่งระยะไกล เพราะชาร์จทีเดียวใช้ได้นานนั่นเอง

3. Nickel Cobalt Aluminum หรือ NCA

แบตรถไฟฟ้าแบบ NCA พบได้ในรถรุ่นระดับราคาสูง เช่น Tesla บางรุ่น ชาร์จไวได้ดีแต่เช่นกันกับ NMC ที่ไม่ควรชาร์จไวเป็นประจำหรือทุกวัน เหมาะสำหรับเจ้าของรถที่งบสูง ชอบรถเครื่องแรง และวิ่งระยะไกล 

เสริมด้วย แบตทางเลือกในอนาคต

นอกจากนี้ในอนาคต ผู้ผลิตรถได้เตรียมเปิดตัวแบตรถไฟฟ้าจำพวก Solid-State ที่ไม่ใช้อิเล็กทรอไลต์แบบน้ำอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ชาร์จไวมากขึ้นแต่ยังปลอดภัยสูงอยู่ และวิ่งได้ระยะไกลมากขึ้น

รวมถึงแบตรถไฟฟ้าแบบโซเดียมไอออน ที่เป็นตัวเลือกต้นทุนต่ำแทนแบตแบบ LFP แบตโซเดียมไอออนจะใช้โซเดียมแทนที่ลิเทียม จึงทำให้สามารถทำราคาต้นทุนได้ต่ำกว่า

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับแบตรถไฟฟ้า EV 

ความเข้าใจเกี่ยวกับแบตรถไฟฟ้าในปัจจุบันยังมีเรื่องของ “ข้อมูลและความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต” มาผสมกับเทคโนโลยีและความจริงในปัจจุบันด้วย ทำให้ข้อเท็จจริงในปัจจุบันถูกสะท้อนออกไปอย่างไม่ถูกต้อง ความเชื่อหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบตรถไฟฟ้า EV มีอะไรบ้าง

1. แบตรถ EV เสื่อมไว

หลายคนเข้าใจว่า แบตรถไฟฟ้า EV เสื่อมไวพอ ๆ กับแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนมือถือที่มีอายุเฉลี่ยที่ประมาณ 5-6 ปี ขึ้นไป

แต่ความจริงแล้ว แบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV มีระบบจัดการแบตเตอรี่ หรือ Battery Management System (BMS) ที่ระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพได้เหนือกว่าแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนก้อนน้อย ๆ อย่างมหาศาลจึงควบคุมอุณหภูมิและรอบการชาร์จให้เป็นไปอย่างเสถียรและมีอายุยืนยาว 

ข้อมูลสรุปการศึกษาล่าสุดเรื่องอายุการใช้งานของแบตรถไฟฟ้า ชี้ว่า แบตรถไฟฟ้า EV ในปัจจุบันมีอายุการใช้งานยืนยาวพอ ๆ กับรถน้ำมัน หรืออาจจะยาวนานกว่าด้วย โดยเฉลี่ย รถไฟฟ้า EV มีอายุการใช้งานอยู่ที่ 15-20 ปี ในขณะที่ รถน้ำมันมีอายุใช้งานที่ 12-15 ปี โดยประมาณ

นอกจากนี้ ด้วยทิศทางการพัฒนายานยนต์ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้ทุกวันนี้ค่ายผู้ผลิตรถต่าง ๆ กำลังปั้นแบตรถ EV ที่มีอายุการใช้งานได้นานขึ้นกว่านี้ ยกตัวอย่าง Tesla ที่มุ่งเป้าผลิตแบตเตอรี่รถให้วิ่งได้ถึง 1 ล้านไมล์ และแย้มว่าเข้าใกล้ความเป็นจริงแล้วในเร็ววันนี้

2. ต้องชาร์จไฟให้เต็ม 100% ทุกครั้ง ถึงจะขับขี่ดี

ขึ้นอยู่กับประเภทแบตเตอรี่รถ แต่สำหรับแบตรถไฟฟ้าประเภท NMC (Nickel Manganese Cobalt) การชาร์จไฟเต็ม 100% หรือปล่อยให้หมดเกลี้ยงแตะ 0% บ่อยครั้ง จะยิ่งทำให้แบตรถไฟฟ้าอยู่ในสภาพเครียดและเสื่อมเร็วขึ้น

คำแนะนำคือ ชาร์จให้อยู่ในช่วง 20-80% สำหรับการใช้งานประจำวัน ยกเว้นแบตเตอรี่ประเภท LFP (Lithium Iron Phosphate หรือ LiFePO4) ที่มักใช้ในรถรุ่นเริ่มต้นหลายยี่ห้อ ที่ผู้ผลิตจะแนะนำให้ชาร์จเต็ม 100% อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อปรับสมดุลแรงดันไฟ

3. เปลี่ยนแบตแพงมาก ราคาเท่าซื้อรถใหม่

แม้ราคาแบตรถไฟฟ้าจะสูงเป็นราคาประมาณ 30-50% ของราคารถทั้งคัน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมากจนเราสามารถเปลี่ยนเฉพาะโมดูลที่เสียได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดเสมอไป

รวมถึง ราคาแบตเตอรี่รถทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากซัพพลายที่เพิ่มมากขึ้น และรถเกือบทุกยี่ห้อมีการรับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 160,000 กม. เป็นมาตรฐาน ดังนั้นความกังวลเรื่องรองรับค่าเสียหายด้วยตัวเอง จึงน้อยลงจนถึงขั้นตัดทิ้งไปได้เลย

4. รถไฟฟ้า EV ลุยน้ำท่วมแล้วไฟจะดูด หรือแบตจะพังทันที

ข้อนี้แม้แต่คนทั่วไปยังลุ้นด้วยความเข้าใจผิดทุกครั้งที่ฝนตกหนักน้ำท่วมขัง แต่ความจริงแล้ว ผู้ผลิตรถต่างรู้เรื่องดินฟ้าอากาศนี้เป็นพื้นฐานจึงออกแบบแบตรถไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของ EV ให้ผ่านมาตรฐานกันน้ำระดับ IP67 หรือ IP69K  

ความหมายคือ รถไฟฟ้า EV จะสามารถแช่น้ำลึก 1 เมตรได้อย่างน้อยนาน 30 นาทีโดยที่น้ำไม่เข้า และมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ หากเกิดการรั่วไหลผิดปกติ ซึ่งเทียบกันแล้วยังปลอดภัยกว่ารถน้ำมันที่เสี่ยงน้ำเข้าท่อไอเสียหรือห้องเครื่องจนดับกลางน้ำท่วมขังด้วย

5. ชาร์จเร็ว Fast Charge บ่อย จะทำให้แบตพัง

การชาร์จเร็วจะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่าปกติ ซึ่งถ้าชาร์จแบบนี้ตลอดทุกครั้งที่ชาร์จรถ จะส่งผลต่ออายุการใช้งานในระยะยาวจริง

แต่ระบบระบายความร้อนของรถรุ่นใหม่ ๆ เริ่มจัดการเรื่องนี้ได้ดีมาก ทำให้รถไฟฟ้า EV ที่ชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรงหรือ DC Charge บ่อย เพราะต้องขับขี่ระยะทางไกล ไม่เป็นเรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด แต่เพื่อถนอมแบตเตอรี่รถ ก็สลับมาชาร์จแบบปกติหรือ AC บ้างจะดีที่สุด

ระบบ GPS รถไฟฟ้า จะทำให้แบตรถเสื่อมเร็วยิ่งกว่าเดิมหรือไม่? สอบถามพร้อมแจ้งรุ่นรถของคุณได้กับผู้เชี่ยวชาญ Cartrack ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ชายกำลังใช้หัวชาร์จชาร์จแบตรถไฟฟ้า EV

เทคนิคดูแลแบตรถไฟฟ้า EV ให้ใช้งานได้นาน

เทคนิคการดูแลแบตรถไฟฟ้า EV ให้ใช้งานได้ยาวนาน ที่จริงง่ายมาก ด้วยหลักรักษาสมดุลแรงดันไฟ และลดความร้อนของรถโดยรวม

1. เข้าใจว่าแบตรถ EV เป็นประเภทไหน

แบตรถไฟฟ้าในรถใช้งานในไทยปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นแบบ NMC กับ LFP สาเหตุที่ต้องเข้าใจเพราะวิธีชาร์จที่ดูแลแบตจะต่างกัน

แบตเตอรี่แบบ NMC จะต้องการการรักษาไฟให้อยู่ระหว่าง 20-80% ในขณะที่แบตเตอรี่แบบ LFP จะดีขึ้นถ้าได้รับการชาร์จเต็ม 100% อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้ระบบจัดการสมดุลหรือคาลิเบรตตัวเอง แต่ถามว่าแบบ NMC จะชาร์จเต็ม 100% ได้ไหม ทำได้แน่นอน แต่ไม่ควรบ่อยเท่าแบบ LFP เท่านั้นเอง

2. อย่าปล่อยให้แบตหมดเกลี้ยง

การปล่อยให้รถไฟฟ้า EV แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง จะทำให้แรงดันไฟในเซลล์แบตต่ำเกินไปและอยู่ในภาวะเครียด ซึ่งส่งผลเสียต่อเคมีภายในตัวแบต

3. วางแผนชาร์จก่อนใช้งาน

วางแผนชาร์จแบตรถ EV ให้เข้ากับการใช้งาน หากขับขี่ทั่วไปในเมืองหรือมีจุดชาร์จอยู่ใกล้ ๆ ชาร์จเลี้ยงไว้ให้อยู่ในระดับ 20-80% ก็เพียงพอแล้ว แต่หากต้องขับขี่เดินทางไกล ให้ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มพอดีกับเวลาที่จะออกเดินทาง ไม่ควรชาร์จไว้เต็มแล้วจอดทิ้งไว้ข้ามคืนอีกทีแล้วค่อยออกเดินทาง

นอกจากนี้ หากขับขี่ทั่วไปหรือมีที่ชาร์จใกล้ตัว ก็แนะนำให้ชาร์จแบบ AC เก็บการชาร์จแบบ DC ไว้เฉพาะตอนที่จำเป็น เพื่อถนอมแบตเตอรี่

4. เลี่ยงการจอดรถตากแดด

แบตเตอรี่ไม่ชอบอยู่ในที่ร้อนหรือเจอความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้ปฏิกิริยาเคมีภายในจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ หากจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้เป็นระยะเวลาหลักชั่วโมง ควรจอดในร่มหรือในอาคารจะดีที่สุด

เปรียบเทียบรถไฟฟ้า EV vs รถน้ำมัน ยุคนี้..เลือกแบบไหนคุ้ม?

ในยุคนี้ การเลือกระหว่างรถไฟฟ้า EV และรถน้ำมันไม่ได้มีคำตอบแน่นอนว่าแบบไหนคุ้มกว่า แต่ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และปัจจัยในชีวิตของเจ้าของรถเป็นหลัก เพื่อหาคำตอบได้ง่ายและรอบด้าน เราสามารถพิจารณาจากแง่มุมต่าง ๆ เหล่านี้

1. ต้นทุนพลังงาน 

เรื่องของต้นทุนความคุ้มค่า จะเห็นได้ชัดเจนว่า รถไฟฟ้า EV จะประหยัดมากกว่า โดยค่าชาร์จไฟหรือต้นทุนด้านพลังงานจะอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 0.8 - 1.2 บาทต่อกม. ในขณะที่รถน้ำมันจะอยู่ที่ 2.8 - 3.5 บาทต่อกม. ซึ่งหากเป็นรถแบบไฮบริด ต้นทุนอาจจะต่ำลงมาหน่อยที่ 1.5 - 1.8 บาทต่อกม.

อย่างไรก็ดี รถไฟฟ้า EV อาจจะต้องเติมพลังงานบ่อยกว่า 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับรถใช้น้ำมัน แต่หากเทียบความคุ้มค่าด้านต้นทุนพลังงาน รถไฟฟ้าทำราคาได้ดีกว่าแน่นอน

2. การซ่อมบำรุง

เนื่องจากรถไฟฟ้า EV ไม่มีเครื่องยนต์ ดังนั้นจึงไม่มีค่าซ่อมบำรุงแบบจุกจิก เช่น น้ำมันเครื่อง หัวเทียน สายพานไทม์มิ่ง หรือเกียร์ ค่าเช็กระยะโดยรวมจึงถูกกว่ารถน้ำมันถึงครึ่ง 

อย่างไรก็ดี รถไฟฟ้า EV จะมีประเด็นความกังวลเรื่องแบตเตอรี่ว่าถ้าเสียก็เสียทั้งแผงเลย ซึ่งในเรื่องนี้ค่ายรถยนต์ตระหนักและแก้ปัญหาเรื่องนี้ไว้หลายแนวทางแล้วสำหรับรถรุ่นปัจจุบัน 

เช่น การออกแบบแบตเตอรี่ให้ซ่อมแยกหรือเปลี่ยนเฉพาะส่วนได้ ออกแบบแบตเตอรี่ให้ทนทานและปลอดภัยสูงมากขึ้น และมีนโยบายรับประกันและจัดการแบตเตอรี่ เพื่อให้เจ้าของรถไฟฟ้า EV มั่นใจและอุ่นใจในการใช้รถมากขึ้น 

3. ราคาขายต่อ

รถน้ำมันยังมีความคุ้มค่ากว่าในแง่นี้ เพราะตลาดรับซื้อมือสองหรือขายแยกชิ้นส่วนยังมีความต้องการสูง ขณะที่ราคาขายต่อของรถไฟฟ้า EV ยังค่อนข้างผันผวน เนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่พัฒนาไวมาก รุ่นใหม่มักจะถูกกว่าและดีกว่ารุ่นเดิม รวมถึงตลาดรับซื้อยังไม่กว้างขวางเท่ารถน้ำมัน

4. ภาษีและสิทธิประโยชน์

ในปี 2569 นี้ รถไฟฟ้า EV ได้ประโยชน์จากภาษีสรรพสามิตหรือภาษีซื้อรถใหม่ที่ต่ำมาก เริ่มต้นแค่ 2% และภาษีรถประจำปีที่เริ่มต้นแค่ 150 บาทต่อปี สวนทางกับรถน้ำมันที่เจอภาษีสูงขึ้นทั้ง 2 ขา ซึ่งนโยบายของภาครัฐนี้มีเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและลดมลภาวะทั่วประเทศในระยะยาว

Cartrack สรุปเปรียบเทียบรถไฟฟ้า EV และรถน้ำมัน เลือกแบบไหนดีไว้ตรงนี้ด้วย

รถไฟฟ้า EV รถน้ำมัน
ต้นทุนพลังงาน 0.8 - 1.2 บาทต่อกม. 2.8 - 3.5 บาทต่อกม.
ซ่อมบำรุง ไม่จุกจิก งานซ่อมไม่ใหญ่และแยกส่วนได้ ไม่เหมือนอดีต มีค่าซ่อมจุกจิก แต่มีศูนย์ซ่อมและช่างผู้เชี่ยวชาญเยอะกว่า
ราคาขายต่อ ค่อนข้างผันผวน ตลาดรับซื้อยังไม่กว้าง เหมาะสำหรับผู้ใช้รถที่เน้นความประหยัดรายเดือนมากกว่า ราคาขายต่อดี มีตลาดรับซื้อเยอะ
ภาษีและสิทธิประโยชน์ เต็มที่ เพราะภาครัฐต้องการลดมลภาวะซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรัง ขณะที่เอกชนก็ต้องการสร้างนโยบายความยั่งยืน (ESG) ไม่ได้รับการสนับสนุน เนื่องจากขัดกับนโยบายรัฐและภาคเอกชนในปัจจุบัน

ผู้หญิงกำลังสแกนจ่ายเงินค่าชาร์จแบตรถไฟฟ้า EV

ระบบติดตามรถ Cartrack ช่วยดูแลความปลอดภัย - แบตรถไฟฟ้า EV ได้อย่างไร?

นอกจากบริหารจัดการรถใช้น้ำมันอย่างมืออาชีพด้วยระบบฟลีทเว็บและอุปกรณ์เสริม เช่น เซนเซอร์น้ำมัน ที่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในธุรกิจมีรถทั่วไทย ระบบติดตามรถ Cartrack หรือระบบ Fleet Managemnt ดูแลรถไฟฟ้า EV ได้ด้วยเช่นกัน 

  • ดูแลแบตรถไฟฟ้า EV แบบมืออาชีพ ระบบติดตามรถและจัดการยานพาหนะ Cartrack สามารถทำ API Integration กับรถไฟฟ้า เพื่อรับและจัดการข้อมูลได้อย่างราบรื่น ทำให้มองเห็นภาพรวม สุขภาพแบตเตอรี่ และสมรรถนะรถไฟฟ้า EV แบบเรียลไทม์และต่อเนื่อง
  • ติดตั้งอุปกรณ์เสริม Add-on ได้ เหมือนรถใช้น้ำมันทั่วไป เช่น กล้องติดรถ ระบบจองรถส่วนกลาง เซนเซอร์เปิดปิดประตู
  • ป้องกันรถหายอย่างรัดกุม ระบบติดตามรถ Cartrack มีฟีเจอร์ CarWatch ป้องกันรถเคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาตแบบสองชั้น และ Control Room ที่ประสานกู้คืนรถหายตลอด 24 ชม. ทุกวัน
  • บริหารพฤติกรรมการขับขี่อย่างมีระบบ ระบบติดตามรถ Cartrack ติดตามพฤติกรรมการขับขี่ แจ้งเตือนพฤติกรรมเสี่ยง จัดทำรายงานเพื่อวัดผลและปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ให้ถูกต้อง พร้อมระบบคะแนนที่ส่งเสริมการขับขี่ที่ดี ทุกอย่างเป็นระบบมาให้แล้วแบบที่เจ้าของรถเพียงแค่ใช้งาน Cartrack เท่านั้น
  • ตรงตามนโยบายความยั่งยืน ESG ด้วยระบบที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่ที่ประหยัดพลังงานและปลอดภัย รวมถึงมีรายงานการปล่อยมลพิษที่ชัดเจน จึงสอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนอย่างที่สุด

ผู้สนใจติดตั้งระบบติดตามและบริหารจัดการรถไฟฟ้า สามารถอ่านตัวอย่าง EVme ซึ่งเป็นลูกค้าติดตั้งจริงได้ในรีวิวของ Cartrack นี้

นอกจาก GPS รถไฟฟ้า หากธุรกิจมีรถสนใจติดตั้ง GPS ติดตามรถน้ำมัน ระบบ Fleet Managment หรืออุปกรณ์เสริมอย่างเซนเซอร์น้ำมัน เพียงกรอกข้อมูลที่นี่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของเราติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด ในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ ระหว่างเวลา 8.30 - 17.30 น.

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สนใจซื้อ GPS ติดตามรถ รับทันที โปรโมชันติดตั้ง GPS ติดตามรถไฟฟ้า จ่าย 10 เดือน ใช้ต่อเนื่อง 12 เดือน* (* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับแบตเตอรี่รถไฟฟ้าและการดูแลแบตรถของ Cartrack

แบตรถไฟฟ้าใช้งานได้กี่ปี?

โดยทั่วไปในปัจจุบัน แบตรถไฟฟ้า EV มีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 15-20 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ พฤติกรรมการขับขี่ และลักษณะการชาร์จไฟเวลาใช้งาน ค่ายผู้ผลิตรถส่วนใหญ่ประเมินว่า แบตรถ EV ของแบรนด์มีสุขภาพแบตเตอรี่อยู่ที่ 70% แน่ ๆ ในช่วง 8-10 ปี หรือประมาณ 160,000 กม.

ระบบจัดการยานพาหนะ Cartrack ช่วยไม่ให้แบตรถไฟฟ้าเสื่อมไวได้อย่างไร?

ระบบจัดการยานพาหนะ Cartrack ช่วยให้แบตรถไฟฟ้าไม่เสื่อมไว ด้วยการติดตามแบตรถไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ (Real-Time) สถานะการชาร์จ และช่วงระยะที่รถวิ่งได้ ช่วยให้ผู้ใช้รถเห็นภาพรวมของแบตเตอรี่ว่าใช้ได้เท่าไหร่ ต้องชาร์จตอนไหน หรือเริ่มเกิดปัญหาตรงไหนหรือไม่

ที่สำคัญ ระบบจัดการยานพาหนะ Cartrack ติดตามพฤติกรรมการขับขี่อย่างละเอียด ซึ่งพฤติกรรมการขับขี่เป็นปัจจัยหลักที่ชี้ว่ารถจะเสื่อมช้าเสื่อมเร็ว พฤติกรรมการขับขี่ที่บั่นทอนสภาพรถและเสี่ยงอุบัติเหตุจะถูกแจ้งเตือนเข้าสู่ระบบ ช่วยให้ผู้ดูแลระบบรถหรือเจ้าของรถทราบ และสามารถแก้ไขได้ตรงจุด

GPS ติดตามรถ Cartrack สำหรับรถไฟฟ้า EV และรถน้ำมัน มีความแตกต่างในการใช้งานไหม?

GPS ติดตามรถ Cartrack สำหรับรถไฟฟ้า EV และรถน้ำมัน ใช้งานได้ไม่แตกต่าง โดยจะติดตามการใช้งานรถและพลังงานของรถ จุดที่แตกต่างกันคือพลังงานของรถ ซึ่งระบบ GPS ติดตามรถ Cartrack สามารถติดตามได้ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและแบตรถไฟฟ้า

อ่าน FAQs เพิ่มเติมที่นี่

ติดตาม Cartrack (คาร์แทรค) เพิ่มเติมได้ที่

Facebook: Cartrack Thailand

Instagram: @cartrack.thailand‍

YouTube: CartrackThailand 

TikTok: cartrack.thailand

LINE: Cartrack GPS หรือเข้าแอปฯ LINE เลือกเพิ่มเพื่อน เลือกค้นหา พิมพ์ @udi4517q ที่ ID และแอดเพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ทันที

ผู้หญิงกำลังชาร์จรถไฟฟ้า EV ที่แท่นชาร์จ

ปี 2569 รถไฟฟ้าและแบตรถไฟฟ้าจะสู้รถน้ำมันได้ไหม? ภาวะน้ำมันแพงทำให้คนหันหาตัวเลือกรถไฟฟ้า EV แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ บทความคาร์แทรค (Cartrack) ตอนนี้มีคำตอบ