BLOGS

รวมเช็กลิสต์ 4 จุดสำคัญ ตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ แบบละเอียด

สำหรับลูกค้าเท่านั้น! ต้องการติดตั้ง GPS Cartrack วันนี้ ปรึกษาฟรี!

ฉันเป็น / ...
จำนวนยานพาหนะของคุณ
ขอบคุณค่ะ เจ้าหน้าที่คาร์แทรคจะติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด
Oops! Something went wrong while submitting the form.

การบำรุงรักษารถ เป็นหนึ่งในงานสำคัญของธุรกิจมีรถ เพื่อให้การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมายขนส่ง สำหรับรถบรรทุก 10 ล้อ แม้ว่าจะดูเป็นรถใหญ่ แต่ที่จริงแล้วงานตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ มีหลักการตรวจสภาพที่ง่ายและเป็นระบบชัดเจนมาก

บทความคาร์แทรค (Cartrack) ตอนนี้ รวมจุดตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ ข้อมูลเรื่องตรวจสภาพรถ ต่อภาษีรถประจำปี ภาษีรถบรรทุกขาด ต้องทำยังไง และข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับรถใช้งานที่ธุรกิจควรรู้

บริษัท Cartrack เป็นผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการรถและเครื่องจักรเพื่อธุรกิจ เครื่องมือยอดนิยมของเรา ได้แก่ GPS ติดตามรถ เซนเซอร์ตรวจจับการทำงานของเครื่องยนต์ กล้องรถบรรทุก ฯลฯ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าระดับธุรกิจที่ใช้งานอย่างต่อเนื่องและบอกต่อ

บทความตอนนี้ชวนคุยเรื่อง:

  • ตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ 4 จุดสำคัญที่ต้องทำ
  • ทำไมควรตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อประจำทุกปี?
  • ลืมต่อภาษีรถประจำปี ภาษีรถบรรทุกขาด เจอโทษอะไรบ้าง?
  • ระบบจัดการยานพาหนะ Cartrack ยกระดับการดูแลรถ แจ้งเตือนเรื่องที่ต้องทำ

ตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ 4 จุดสำคัญที่ต้องทำ

การตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ แบบมาตรฐาน ทั้งตรวจเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานและเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย มีอยู่ 4 จุด สำคัญ ซึ่ง Cartrack สรุปข้อมูลจุด 4 สำคัญของการตรวจรถ โดยเฉพาะการตรวจสภาพรถ ต่อภาษีรถประจำปี เพื่อให้เข้าใจและทำตามได้ง่าย ๆ โดยอ้างอิงข้อมูลงานตรวจสภาพรถขนส่งจากกรมการขนส่งทางบก ดังนี้

จุดตรวจที่ 1 มี 12 จุด ย่อย

จุดที่ต้องตรวจ ผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้น/วิธีปฏิบัติ
ชนิดหรือแบบโครงคัสซี เลขตัวถังหรือโครงคัสซี และตำแหน่ง
  • ลักษณะและขนาดของชนิดหรือแบบโครงคัสซี ต้องเป็นไปตามแบบที่ผู้ผลิตออกแบบ หรือตามที่กรมขนส่งฯ เห็นชอบ
  • เลขตัวถังหรือโครงคัสซี และตำแหน่ง ต้องมีจำนวน ลักษณะ ขนาด รูปแบบ และตำแหน่งถูกต้อง
    - กรณีรถจดทะเบียนใหม่หรือไม่เคยลอกลายหมายเลขตัวถังหรือโครงคัสซี ให้พนักงานตรวจสภาพลอกลาย จดวันที่ที่ทำ ลงนามกำกับ และบันทึกลงในระบบ MDM
    - หากหมายเลขโครงคัสซีชำรุด ลบเลือน หรือถูกทำลาย ให้ดำเนินการตอกเลขตามระเบียบ
ตรวจสภาพโครงคัสซี
  • โครงและโครงขวางตั้งแต่ปลายด้านหน้า จรดปลายท้ายรถ ต้องมีสภาพดี ไม่มีรอยร้าว ผุกร่อน หรือบิดเบี้ยวผิดรูปมาก จนกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของรถและอุปกรณ์ส่วนควบที่ติดตั้งอยู่กับโครงคัสซี และอาจต้องใช้ค้อนเคาะทดสอบร่วมด้วย
  • หากมีการแก้ไขโครงคัสซีจนมีสภาพผิดแผกจากเดิม จะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียน
ชนิดเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้า แบบเลขเครื่อง และตำแหน่ง
  • ชนิดและแบบเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องเป็นไปตามที่ผู้ผลิตกำหนดหรือตอกไว้
    - กรณีเปลี่ยนเครื่องยนต์แล้วพบว่า ไม่มีเลขเครื่องจากผู้ผลิต หรือชำรุด ลบเลือน หรือถูกทำลาย จะเข้าข่ายต้องกำหนดและตอกเลขตามระเบียบต่อไป
ชนิดเชื้อเพลิง รายละเอียดของถังก๊าซ
  • ชนิดของเชื้อเพลิงต้องถูกต้องตามระบุไว้ในประวัติรถ หรือเอกสารหลักฐานอย่างเป็นทางการ
  • ตรวจสอบจำนวนถังก๊าซ เลขถังก๊าซ และทดสอบเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบของรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิง หรือหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบพร้อมวันหมดอายุของหนังสือรับรอง
    - กรณีรถที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องแสดงเครื่องหมาย และต้องแนบเอกสารในกรณีเป็นการตรวจสภาพเพื่อชำระภาษี โดยใบรับรองต้องมีอายุไม่เกิน 30 วัน
จำนวนสูบ ความจุกระบอกสูบ กำลังเครื่องยนต์ หรือกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า
  • จำนวนกระบอกสูบ ความจุกระบอกสูบ กำลังเครื่องยนต์หรือกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตกำหนด บัญชีเครื่องยนต์ ใบคู่มือจดทะเบียนรถ ประวัติรถ หรือตามข้อมูลที่กรมขนส่งฯ กำหนด
    - กำลังเครื่องยนต์สำหรับการให้ความเห็นชอบแบบคัสซี ไม่น้อยกว่า 5 กิโลวัตต์ต่อตันของน้ำหนักรวมสูงสุด
ฝาครอบเครื่อง
  • ฝาครอบเครื่องเปิดได้ง่าย ปิดได้สนิท สภาพดีไม่ฉีกขาด ยึดอย่างมั่นคง และเก็บเสียงได้ตามความเหมาะสม
ระบบไอเสีย
  • ท่อไอเสียและเครื่องระงับเสียงมีที่กันท่อไอเสีย ไม่ชำรุดหรือผุกร่อนหรือมีรอยรั่ว ไม่ให้สัมผัสกับวัสดุติดไฟง่ายที่เป็นส่วนประกอบของรถ ส่วนปลายท่อฯ ต้องขนานกับผิวทางและตรงออกด้านท้ายรถ ส่วนรถที่มีทางขึ้นลงด้านท้าย ส่วนปลายของท่อไอเสียต้องขนานกับผิวทางและตรงออกด้านท้ายรถด้านขวา
ตรวจควันดำ
  • ค่าควันดำจากท่อไอเสียของรถ (ขณะเครื่องยนต์ไม่มีภาระ) ต้องไม่เกิน 50% เมื่อตรวจด้วยเครื่องระบบกระดาษกรอง (Filter) และไม่เกิน 45% เมื่อตรวจด้วยเครื่องระบบทึบแสง (Opacimeter)
ตรวจก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรคาร์บอน
  • รถที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือแก๊สโซฮอล์
  • รถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว
    - ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ไม่เกิน 2.0% ก๊าซไฮโดรคาร์บอนไม่เกิน 600 ppm
ตรวจห้ามล้อเท้า ห้ามล้อมือ
  • ทดสอบประสิทธิภาพห้ามล้อด้วยเครื่องทดสอบแบบลูกกลิ้ง (Roller brake tester)
  • ระบบและกลไกห้ามล้อต้องไม่ชำรุดแตกร้าว หรือมีสิ่งกีดขวางให้เคลื่อนที่ไม่สะดวก
  • ระบบต้องตอบสนองต่อการทำงานทันที เมื่อเหยียบคันบังคับห้ามล้อเท้าหรือเมื่อดึงหรือปลดห้ามล้อมือ
  • แรงห้ามล้อเท้ารวมกันทุกล้อต้องไม่น้อยกว่า 50% ของน้ำหนักรถ และผลต่างของแรงห้ามล้อด้านขวาและด้านซ้ายต้องไม่เกิน 25% ของแรงห้ามล้อสูงสุดในเพลารถนั้น
  • แรงห้ามล้อมือทุกล้อรวมกันต้องไม่น้อยกว่า 20% ของน้ำหนักรถ
ตรวจเครื่องวัดความดันลมหรือสัญญาณ
  • ต้องทำงานได้ปกติ ไม่ชำรุด
ตรวจห้ามล้อฉุกเฉิน
  • ปลดสายลมห้ามล้อออกแล้ว กลไกห้ามล้อต้องทำงานทันที ระบบห้ามล้อต้องล็อก และเมื่อใช้รถลากจูงลากรถพ่วงต้องไม่เคลื่อนที่

จุดตรวจที่ 2 มี 14 จุด ย่อย

จุดที่ต้องตรวจ ผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้น/วิธีปฏิบัติ
ระบบสตาร์ท
  • ต้องสตาร์ทเครื่องจากที่นั่งคนขับได้ตามปกติ
แตรสัญญาณและระดับเสียง
  • ต้องทำงานได้ตามปกติ เป็นแตรไฟฟ้าเสียงเดียว หรือแตรสัญญาณที่ทางราชการกำหนด ระดับเสียงต้องมีความดังไม่น้อยกว่า 90 เดซิเบลและไม่เกิน 115 เดซิเบล
แบตเตอรี่และสายไฟฟ้า
  • แบตเตอรี่ต้องยึดแน่นกับตัวรถ มีฉนวนกั้นตามความเหมาะสม สายไฟมีฉนวนหุ้มสภาพเรียบร้อย การเดินสายไฟฟ้าต้องเรียบร้อยไม่เป็นเหตุให้เกิดการลัดวงจร
ที่ปัดน้ำฝน
  • เปิดสวิตช์ควบคุมการทำงานของที่ปัดน้ำฝน สวิตช์และระบบควบคุมการทำงานของที่ปัดฯ ต้องทำงานได้ดีและได้เป็นปกติ
  • ต้องมีใบปัดน้ำฝนที่กระจกหน้ารถ
  • ที่ปัดฯ ต้องมีขนาดใหญ่มากพอปัดน้ำได้เนื้อที่กว้างจนคนขับมองเห็นการจราจรด้านหน้าได้อย่างชัดเจน
  • ยางปัดน้ำฝนต้องอยู่ในสภาพดี
โคมไฟแสงพุ่งไกล-พุ่งต่ำ
  • โคมไฟแสงพุ่งไกล แสงขาวหรือเหลืองอ่อน จำนวน 2 ดวง ทุกดวงสีเดียวกัน
    - ทิศทางลำแสง ต้องไม่สูงเกินแนวระนาบ และไม่เบี่ยงเบนไปทางขวา
    - ค่าความเข้มส่องสว่างแต่ละดวงไฟต้องไม่น้อยกว่า 12,000 แคนเดลา และทุกดวงรวมกันต้องไม่เกินกว่า 430,000 แคนเดลา
  • โคมไฟแสงพุ่งต่ำ แสงขาวหรือเหลืองอ่อน จำนวน 2 ดวง ทุกดวงสีเดียวกัน
    - ทิศทางการเบี่ยงเบนของลำแสง ต้องมีมุมกดจากแนวระนาบมากกว่า 0.5% หรือ 0.29 องศา แต่ไม่เกิน 4% หรือ 2.29 องศา และไม่เบี่ยงเบนไปทางขวา
    - ค่าความเข้มส่องสว่างแต่ละดวงไฟต้องไม่น้อยกว่า 6,400 แคนเดลา
  • โคมไฟต้องไม่แตกหรือชำรุด จำนวน สีของแสง ตำแหน่งการติดตั้งถูกต้อง หลอดไฟต้องเป็นไปตามมาตรฐานและทำงานได้ตามกรมขนส่งฯ กำหนด
  • สวิตช์และระบบควบคุมต้องทำงานได้ดีและเป็นปกติ
  • หากมีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนดวงโคม จะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียน
โคมไฟแสดงประเภทรถ ส่วนกว้าง และส่วนสูง
  • โคมไฟต้องไม่แตกหรือชำรุด จำนวน ตำแหน่ง สีของแสง และการทำงานของโคมไฟต้องเป็นไปตามราชการกำหนด
  • สวิตช์และระบบควบคุมต้องทำงานได้ดีและเป็นปกติ
  • โคมไฟแสดงส่วนกว้างของรถแสงขาวหรือเหลือง จำนวน 2 หรือ 4 ดวง ทุกดวงสีเดียวกัน
โคมไฟท้าย โคมไฟหยุด โคมไฟถอย โคมไฟส่องป้ายทะเบียน
  • โคมไฟต้องไม่แตกหรือชำรุด จำนวน ตำแหน่ง สีของแสง และการทำงานของโคมไฟต้องเป็นไปตามราชการกำหนด ดังนี้
    - โคมไฟท้าย แสงแดง จำนวน 2 หรือ 4 ดวง ในกรณีรถที่มีความกว้างเกิน 2.10 เมตร จะมีจำนวน 6 ดวง ก็ได้
    - โคมไฟหยุด แสงแดง จำนวน 2 หรือ 4 ดวง ถ้ามีเพิ่มเติมต้องเป็นแสงแดง จำนวนไม่เกิน 2 ดวง ถ้ามี 1 ดวง ต้องอยู่ในแนวกึ่งกลางท้ายรถ
    - โคมไฟถอยหลัง แสงขาว จำนวนไม่เกิน 2 ดวง
    - โคมไฟส่องป้ายทะเบียน แสงขาวอย่างน้อย 1 ดวง แต่ไม่เกิน 2 ดวง
  • สวิตช์และระบบควบคุมต้องทำงานได้ดีและเป็นปกติ
โคมไฟเลี้ยว
  • ตรวจสภาพ ระยะตำแหน่งติดตั้ง จำนวน และสีของแสง
    - โคมไฟเลี้ยว แสงเหลือง ติดที่ด้านหน้า จำนวน 2 ดวง แสงเหลืองหรือแดง ติดที่ด้านท้าย จำนวน 2 หรือ 4 ดวง
    - โคมไฟเลี้ยวข้างรถ (ถ้ามี) แสงเหลือง ติดตั้งข้างซ้ายและข้างขวาตอนหน้าหรือตอนท้ายตำแหน่งละ 1 ดวง หากรถยาวเกิน 7.50 ม. จะต้องมีโคมไฟที่กึ่งกลางดวงหน้าและดวงท้ายอีกแห่งละ 1 ดวง
  • ทดสอบเปิดสวิตช์เพื่อดูการทำงานของโคมไฟ
วัสดุสะท้อนแสง
  • ตรวจสภาพ สี จำนวนลักษณะ ขนาดของอุปกรณ์สะท้อนแสง ต้องเป็นไปตามที่กรมขนส่งฯ กำหนด และไม่ชำรุด
  • ตรวจวัดระยะตำแหน่งการติดตั้ง
    - อุปกรณ์สะท้อนแสงด้านท้ายรถ สีแดง จำนวน 2 ชิ้น หรือ 4 ชิ้น
    - อุปกรณ์สะท้อนแสงด้านข้างรถ สีเหลืองอำพัน จำนวนที่ติดตั้งขึ้นอยู่กับความยาวรถและติดตั้งกับรถที่มีความยาวเกิน 6 เมตร
โคมไฟอื่น ๆ
  • ตรวจสภาพ จำนวน สีของแสง
  • ตรวจวัดระยะตำแหน่งการติดตั้ง และลักษณะการทำงานของโคมไฟอื่น ๆ ซึ่งนอกเหนือจากที่กำหนดให้ต้องมี โคมไฟดังต่อไปนี้ อาจจัดให้มีเพิ่มเติมก็ได้ ได้แก่
    - โคมไฟข้างรถ (ถ้ามี) แสงเหลือง แต่ถ้าแสงสว่างส่องออกไปทางท้ายรถหรือเป็นโคมไฟดวงท้าย จะให้แสงแดงก็ได้
    - โคมไฟตัดหมอก (ถ้ามี) แสงขาวหรือเหลืองอ่อน จำนวนไม่เกิน 2 ดวง
  • ทดสอบเปิดสวิตช์เพื่อดูการทำงานของโคมไฟ
กริ่งสัญญาณ
  • ตรวจสภาพและการทำงาน ถ้าเป็นกริ่งสัญญาณหยุดรถ เสียงกริ่งต้องดังพอสมควร
    - กรณีเป็นรถที่มีอุปกรณ์สำหรับคนพิการ กริ่งสัญญาณหยุดรถต้องอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับที่นั่งสำรองสำหรับคนพิการและต้องอยู่สูงจากพื้นห้องโดยสารไม่น้อยกว่า 70 ซม. แต่ไม่เกินกว่า 1.20 เมตร
    บริเวณที่กดกริ่งสัญญาณต้องมีผิวสัมผัสที่แสดงว่าเป็นจุดกดกริ่งสัญญาณ
    เมื่อกดกริ่งสัญญาณต้องมีเสียงหรือสัญญาณไฟกะพริบแสดงบริเวณที่นั่งคนขับรถ
เครื่องดับเพลิง
  • ตรวจประเภท ขนาด จำนวน และตำแหน่งการติดตั้งเครื่องดับเพลิง โดยเครื่องดับเพลิงต้องใช้งานได้ดีตามปกติ
    - เฉพาะรถโดยสารที่มีเครื่องปรับอากาศ
    - จำนวนอย่างน้อย 2 เครื่อง อยู่ตำแหน่งด้านหน้าและด้านท้าย กรณีรถโดยสารมาตรฐาน 4 (สองชั้น) ติดตั้งชั้นละ 2 เครื่อง
    - ขนาดของเครื่องดับเพลิง
    • รถจำนวนที่นั่งผู้โดยสารเกิน 30 ที่นั่ง ขนาดไม่น้อยกว่า 4 กก.
    • รถจำนวนที่นั่งผู้โดยสาร 20-30 ที่นั่ง ขนาดไม่น้อยกว่า 2 กก.
    • รถจำนวนที่นั่งผู้โดยสารไม่เกิน 20 ที่นั่ง ขนาดไม่น้อยกว่า 1 กก.
กระจกเงา อุปกรณ์มองหลัง
  • ตรวจสภาพ จำนวน และตำแหน่งการติดตั้งกระจกเงาหรืออุปกรณ์มองหลัง
  • จำนวนติดตั้งกระจกมองหลังต้องมีอย่างน้อย 3 บาน ให้คนขับรถมองเห็นสภาพรถด้านข้าง ด้านหลัง และภายในรถได้ทุกขณะและอย่างชัดเจน
  • กระจกต้องอยู่ในสภาพดี ไม่แตกร้าว หรือชำรุด
กระจกกันลมหน้า-หลัง และตัวถังส่วนที่เป็นกระจก
  • ตรวจสภาพ ขนาด และมาตรฐานของกระจก กระจกและตัวถังส่วนที่เป็นกระจกต้องอยู่ในสภาพดี ไม่แตกร้าว หรือชำรุด จนมีผลต่อการขับขี่ และต้องเป็นกระจกนิรภัยตามที่ทางราชการกำหนด
  • กระจกกันลมหน้าต้องมีขนาดที่คนขับรถสามารถมองเห็นสภาพการจราจรได้ดี และมิให้นำวัสดุอื่นมาติดหรือบัง เว้นแต่เป็นเครื่องหมายหรือเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด
  • กระจกกันลมหน้าเมื่อผ่านการวัดแสงแล้ว แสงต้องผ่านทั้งกระจกและฟิล์มกรองแสงได้ไม่น้อยกว่า 70%
  • หน้าต่างด้านข้างรถ ถ้าทำด้วยวัสดุโปร่งแสง แสงจะต้องผ่านทั้งวัสดุโปร่งแสงและฟิล์มกรองแสงได้ไม่น้อยกว่า 40%

รถบรรทุกขนาดใหญ่ วิ่งอยู่บนถนนทางหลวง

จุดตรวจที่ 3 มี 11 จุด ย่อย

จุดที่ต้องตรวจ ผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้น/วิธีปฏิบัติ
ศูนย์ล้อหน้า
  • ทดสอบโดยขับผ่านเครื่องทดสอบศูนย์ล้อ (Side slip tester) ด้วยความเร็วประมาณ 3-5 กม. ต่อชม.
  • ศูนย์ล้อหน้าต้องมีค่าเบี่ยงเบนไม่เกิน ±5 ม. ต่อกม.
เพลาล้อ กงล้อ และยาง
  • ตรวจจำนวน เพลาล้อ กงล้อ และยาง รวมถึงขนาดและสภาพของกงล้อและยาง
  • สภาพกงล้อต้องไม่มีรอยแตกร้าว บิดเบี้ยว หรือคดงอ น็อตล้อต้องไม่หลุดหลวมหรือสูญหาย
  • ยางต้องเป็นชนิดกลวง สูบลม ไม่มีรอยฉีกขาดยาวเกิน 20 มม. ไม่มีรอยบวมนูน ดอกยางมีความลึกไม่น้อยกว่า 1.6 มม.
  • จำนวนเพลาล้อ กงล้อ และยาง จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียน
กันชน
  • กันชนต้องติดตั้งอย่างมั่นคงแข็งแรง ติดตั้งเสมอกับหน้ารถและท้ายรถหรือยื่นจากหน้ารถและท้ายรถ มีระยะห่างพอสมควร
  • กันชนไม่ผุกร่อนหรือฉีกขาดมาก ไม่มีส่วนที่แหลมคมหรือส่วนต่อเติมที่อาจสร้างความอันตรายให้กับรถหรือผู้ใช้ถนนรายอื่น
แผ่นบังโคลน
  • ตรวจสภาพการติดตั้ง ตำแหน่ง ขนาด และจำนวนแผ่นบังโคลน
  • แผ่นบังโคลนต้องทำด้วยโลหะ ยาง หรือวัสดุอื่น
  • ความกว้างแผ่นบังโคลนต้องกว้างเต็มความกว้างของหน้ายาง กรณีนี้อาจใช้พื้นที่รถที่เป็นโลหะแทนบังโคลนได้
  • สำหรับล้อหลังสุดของรถ ส่วนล่างสุดของแผ่นบังโคลนต้องสูงจากพื้นราบไม่เกิน 25 ซม. และไม่ชำรุดฉีกขาด
อุปกรณ์ต่อพ่วง
  • ตรวจสภาพอุปกรณ์ต้องมั่นคง แข็งแรง ไม่มีรอยแตกร้าวหรือผุกร่อน ไม่สึกหรอมาก และมีการทำงานที่ถูกต้อง
  • ตรวจการติดตั้ง ตำแหน่ง และขนาดอุปกรณ์
  • อุปกรณ์ต้องเป็นไปตามที่กรมขนส่งฯ เห็นชอบ
เพลาล้อ สปริง และเครื่องผ่อนคลายสั่นสะเทือน (ช่วงล่าง)
  • ตรวจสภาพเพลาล้อ สปริง และเครื่องผ่อนคลายสั่นสะเทือน (ช่วงล่าง) ต้องมีสภาพเหมาะสม ไม่หัก ไม่แตกร้าว หรือรั่วซึม
  • ตรวจวัดขนาดเพลาล้อ สปริง และเครื่องผ่อนคลายสั่นสะเทือน (ช่วงล่าง) ต้องเป็นไปตามที่กรมขนส่งฯ เห็นชอบ
  • ตรวจสอบจำนวนเครื่องผ่อนคลายสั่นสะเทือน (ช่วงล่าง) ต้องติดตั้งที่เพลาหน้าไม่น้อยกว่า 2 ชุด
ระบบส่งกำลัง
  • ตรวจสภาพอุปกรณ์ ได้แก่ คลัทช์ เฟืองส่งกำลัง (เกียร์) เพลาส่งกำลัง (เพลากลาง) ห่วงรองรับ ข้อต่อต่าง ๆ และเฟืองท้าย ต้องไม่ชำรุด ทำงานได้ตามปกติ และไม่มีน้ำมันรั่วซึม
  • ระบบคลัทช์เกียร์ทำงานเป็นปกติ ห่วงหรือโซ่รองรับเพลาส่งกำลังต้องมีขนาด สภาพ และตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อป้องกันกรณีเพลาส่งกำลังหลุดหรือขาด
ถังเชื้อเพลิงและท่อส่ง
  • ตรวจสภาพของถังน้ำมัน ฝาถัง และท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ถังต้องไม่รั่วซึม มีฝาปิดอย่างดี ติดตั้งกับโครงสร้างรถอย่างมั่นคงและในตำแหน่งที่ปลอดภัย ท่อส่งน้ำมันต้องยึดติดแข็งแรงและไม่รั่วซึม
  • กรณีรถใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง หนังสือต้องออกอย่างเป็นทางการโดยกรมขนส่งฯ
    • ตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือรับรองการติดตั้งและหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบ แล้วแต่กรณี
    • ตรวจถังก๊าซ เครื่องอุปกรณ์ และส่วนควบตามรายการในหนังสือรับรองของผู้ติดตั้งหรือผู้ตรวจและทดสอบ
    • ตรวจอายุถังก๊าซ ตรวจเครื่องหมายแสดงการตรวจและทดสอบ และเครื่องหมายแสดงการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง
    • ถ้าเป็นถังก๊าซปิโตรเลียมเหลวอายุเกิน 10 ปี นับจากเดือนและปีที่ผลิต ต้องมีหนังสือรับรอง
    • ส่วนถังก๊าซธรรมชาติต้องไม่หมดอายุการใช้งาน
  • เครื่องหมายและการติดตั้งเครื่องหมายต้องถูกต้องตามที่หน่วยงานราชการกำหนด
ระบบบังคับเลี้ยว
  • ตรวจสภาพของพวงมาลัยและแกนพวงมาลัย
  • พวงมาลัยและแกนบังคับเลี้ยวต้องไม่ชำรุดหรือหลวมคลอนมาก โดยตรวจสอบระยะหลวมคลอนของแกนบังคับเลี้ยว ด้วยการจับพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองข้างและโยกไปทางซ้าย-ขวา ขึ้นบน-ลงล่าง และดึงเข้า-ดันออก
  • ตรวจสอบกลไกหรือระบบบังคับเลี้ยวโดยการหมุนไปทางซ้ายขวาจนสุด กลไกระบบบังคับเลี้ยวต้องสามารถบังคับเลี้ยวได้โดยอิสระ ไม่สัมผัสหรือเสียดสีกับส่วนอื่นของรถ
  • อุปกรณ์คันชักคันส่งต้องไม่หลุดหลวมหรือแตกร้าว
  • ระยะ Free play ของพวงมาลัยต้องไม่เกิน 22.5 องศา หรือ 1 ใน 5 ของเส้นผ่าศูนย์กลาง
  • พวงมาลัยต้องไม่มีการรั่วซึมของน้ำมันไฮดรอลิก
  • บริเวณอุปกรณ์ขับปั๊ม ข้อต่อ และสายอ่อนต่าง ๆ ระบบบังคับเลี้ยวจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียน
เครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ
  • ตรวจสอบการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ หนังสือรับรองการติดตั้ง และการเชื่อมโยงข้อมูลต้องถูกต้อง เฉพาะรถที่ต้องติดตั้งและใช้เครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ ได้แก่
    • รถขนส่งประจำทางหมวด 1 เฉพาะกรุงเทพฯ
    • รถขนส่งประจำทางหมวด 2, 3 และรถขนส่งไม่ประจำทาง
    • รถขนส่งส่วนบุคคล เฉพาะรถโดยสารมาตรฐาน 4 (สองชั้น) ที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2556
    ยกเว้น
    • รถที่มีการจัดวางที่นั่งเป็นลักษณะสองแถว
    • รถขนส่งประจำทางหมวด 1 ที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 25 ม.ค. 2559
เครื่องวัดความเร็ว
  • ตรวจสภาพของเครื่องวัดความเร็วรถ ต้องไม่ชำรุดเสียหาย
  • ตรวจสอบไฟแสงสว่างสำหรับการอ่านค่าความเร็วในเวลากลางคืน โดยเปิดสวิตช์ทดสอบการทำงาน
  • ทดสอบความคลาดเคลื่อนของเครื่องวัดความเร็วด้วยเครื่องทดสอบ คลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 10% ของความเร็วที่ทดสอบ
  • กรณีเป็นรถประจำทางหมวด 1, 2, 3, 4 ที่เปลี่ยนทดแทนรถคันเดิม ต้องติดตั้งอุปกรณ์แสดงผลความเร็ว (Speed Monitor)

จุดตรวจที่ 4 มี 13 จุด ย่อย

จุดที่ต้องตรวจ ผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้น/วิธีปฏิบัติ
ตัวถัง
  • ตรวจสภาพตัวถังและการติดตั้ง ต้องยึดกับโครงคัสซีอย่างมั่นคงแข็งแรง ไม่ชำรุด ไม่ฉีกขาด ไม่บิดเบี้ยวเสียรูปทรง จนกระทบต่อความแข็งแรงของรถ และไม่มีส่วนแหลมคมยื่นออกมาเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ถนนร่วมกัน
  • ตัวถังต้องเป็นไปตามที่กรมขนส่งฯ กำหนด หากจะเปลี่ยนแปลงต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายทะเบียน
สีรถและเครื่องหมาย
  • ตรวจสภาพสีรถต้องเรียบร้อยและถูกต้องตรงตามเอกสารหลักฐานทางทะเบียนหรือประวัติรถ หรือเงื่อนไขที่ราชการกำหนด
  • เครื่องหมายที่พ่นไว้ที่ตัวถังรถต้องมีความชัดเจน ไม่ลบเลือน และมีรายละเอียดถูกต้องครบถ้วนตามราชการกำหนด
  • กรณีที่ตัวถังไม่มีรูปภาพ ให้กำหนดสีโดยพิจารณาจากสีด้านหน้า ด้านข้าง และด้านท้ายรถ ซึ่งมีพื้นที่มากที่สุดเป็นลำดับแรก จนครบตามเงื่อนไขประกอบการ รวมแล้วไม่เกิน 5 สี
  • กรณีตัวถังรถมีรูปภาพ ให้พิจารณากำหนดสีพื้นที่ด้านหน้าและด้านท้ายเป็นสีตัวถังอันดับแรก และพิจารณาสีพื้นด้านข้างรถแต่ละด้านว่ามีสีใดที่เด่นชัดและมีขนาดพื้นที่มากที่สุด กำหนดเป็นสีตัวถังจนครบตามสีที่กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในใบอนุญาตประกอบการขนส่ง
ประตูทางขึ้นลง ประตูฉุกเฉิน
  • ตรวจสภาพจำนวนและตำแหน่งการติดตั้งประตู บานประตูต้องมีความมั่นคง ไม่ชำรุด เปิดปิดได้สะดวกจากทั้งภายในและภายนอก
  • ตรวจวัดขนาดและทดสอบการทำงานของประตู โดยทดสอบเปิด-ปิดประตู
  • กรณีเป็นบานประตูที่ใช้กลไกควบคุมการเปิด-ปิดโดยอัตโนมัติ ให้ตรวจสอบสัญญาณเตือนและระบบเปิดประตูกรณีฉุกเฉิน
  • ประตูทางขึ้น-ลง มีความกว้างไม่น้อยกว่า 65 ซม. สูงไม่น้อยกว่า 1.65 ม. อยู่ที่ด้านซ้ายของตัวรถ
  • ความสูงของบันไดขั้นต่ำสุดขณะรถเปล่าต้องอยู่สูงจากพื้นไม่เกิน 45 ซม.
ราวยึดเหนี่ยวและราวประตู
  • ตรวจสภาพราวยึดเหนี่ยว ราวประตู ทดสอบด้วยการจับและดึงด้วยแรงพอสมควร ราวต้องมีความมั่นคงแข็งแรง และมีความยาวกับระยะห่างที่เหมาะสม ไม่หลวมคลอนหรือมีส่วนแหลมคมที่ก่อให้เกิดอันตราย
อุปกรณ์ให้เสียงและประชาสัมพันธ์
  • ตรวจสภาพอุปกรณ์ให้เสียงและประชาสัมพันธ์ ทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ ต้องเป็นไปตามที่ราชการกำหนดและใช้งานได้ตามปกติ
พื้นรถ
  • สภาพพื้นรถต้องเรียบร้อย มั่นคงแข็งแรง ไม่ผุกร่อน และไม่มีส่วนแหลมคมยื่นออกมาเป็นอันตราย
ที่นั่งคนขับ ที่กั้นหรือห้องคนขับ
  • ตรวจสอบความแข็งแรงของห้องคนขับ ห้องคนขับต้องแข็งแรงและยึดกับตัวถังรถอย่างมั่นคง กรณีที่มีห้องคนขับแบบยกขึ้น-ลง เพื่อตรวจสภาพกลไกสำหรับล็อก ต้องแข็งแรงและมั่นคง
  • ตรวจสอบความแข็งแรงของที่นั่งคนขับและการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย
  • ตรวจสอบสภาพเข็มขัดนิรภัยและจุดยึดเข็มขัด การล็อกและการปลดล็อกเข็มขัดโดยการกระตุกหรือกระชาก
หลังคา
  • สภาพหลังคาต้องมั่นคงแข็งแรงจนถึงโครงสร้าง และไม่มีรอยรั่ว
หน้าต่างและบานหน้าต่าง
  • ตรวจสภาพหน้าต่างและบานหน้าต่าง หน้าต่างและบานหน้าต่างต้องมีขนาดและจำนวนตามสมควร มีสภาพมั่นคงแข็งแรง ไม่ชำรุด ถ้าบานหน้าต่างเป็นชนิดปิด-เปิดได้จะต้องมีกลอนหรือสลักสำหรับยึด
  • ตรวจสอบการทำงานโดยทดลองปิด-เปิดบานหน้าต่าง
  • กรณีบานหน้าต่างที่เป็นกระจกต้องเป็นกระจกนิรภัยตามที่ทางราชการกำหนด และถ้าบานหน้าต่างทำด้วยวัสดุโปร่งแสง ต้องมีวัสดุสำหรับบังหรือกรองแสงแดดขนาดเต็มพื้นที่ของวัสดุโปร่งแสง
น้ำหนักรถ น้ำหนักบรรทุก น้ำหนักลงเพลา และน้ำหนักรวมสูงสุด
  • ตรวจสอบโดยการชั่งน้ำหนักในขณะรถเปล่า โดยให้หักน้ำหนักเพื่อชดเชยน้ำหนักของน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่อง และเครื่องมือประจำรถตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ดังนี้
    • รถที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2,000 กก. ให้หักออก 50 กก.
    • รถที่มีน้ำหนักเกิน 2,000 กก. ให้หักออก 100 กก. เศษของ 1 กก. ให้ปัดทิ้ง
  • การกำหนดน้ำหนักบรรทุกรวม (GW) ให้กำหนดตามที่กรมขนส่งฯ ให้ความเห็นชอบ
  • กรณีรถที่ตรวจสภาพเพื่อต่ออายุทะเบียน ไม่ต้องชั่งน้ำหนัก เว้นแต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงตัวถังหรือเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบ ต้องทำการชั่งน้ำหนักใหม่
  • กรณีของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวถังรถ ให้พิจารณาตรวจสอบน้ำหนักรวมสูงสุดและการกระจายน้ำหนักลงเพลาของรถ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการในคู่มือการตรวจสอบน้ำหนักรวมสูงสุดและน้ำหนักลงเพลา
  • รถที่จดทะเบียนใหม่ หรือรถที่จดทะเบียนแล้วและมีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงตัวถัง เครื่องอุปกรณ์ส่วนควบ ให้ตรวจสอบน้ำหนักรวมสูงสุดและการกระจายน้ำหนักลงเพลาของรถ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการในคู่มือการตรวจสอบน้ำหนักรวมสูงสุดและน้ำหนักลงเพลา
ขนาดและสัดส่วนต่าง ๆ ของรถ
  • ตรวจสอบด้วยการตรวจวัดและบันทึกขนาดและสัดส่วนต่าง ๆ (ซม.) สำหรับรถที่จดทะเบียนใหม่ รถที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพเครื่องอุปกรณ์ หรือส่วนควบที่มีผลกระทบกับขนาดและสัดส่วนของรถ
  • ขนาดและสัดส่วนของรถต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือตรงตามประวัติรถ หรือที่กรมขนส่งฯ ให้ความเห็นชอบแล้วแต่กรณี
แผ่นป้ายทะเบียนรถ
  • ตรวจลักษณะ ขนาด สี และสภาพของแผ่นป้ายทะเบียนรถ ต้องเป็นป้ายทะเบียนรถที่ราชการออกให้ ตัวอักษรตรงกับหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถ ซึ่งต้องมีขนาด ลักษณะ และสัญลักษณ์ตามที่ราชการกำหนด
บันทึกและสรุปผลการตรวจสภาพ
  • ผู้ตรวจสภาพรถต้องบันทึกรายละเอียดข้อมูลการตรวจสภาพลงในระบบงานตรวจสภาพรถให้ครบถ้วนถูกต้อง รวมทั้งบันทึกภาพรถและภาพลายคัสซี
  • ผู้วินิจฉัยผลการตรวจสภาพรถ ต้องตรวจสอบการบันทึกภาพรถและภาพลายคัสซี การบันทึกข้อมูลผลการตรวจสภาพในระบบงานตรวจสภาพรถว่ามีความครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ และวินิจฉัยผลการตรวจเป็น 2 กรณี ได้แก่
    • 1. ผ่านการตรวจสภาพ
    • 2. ไม่ผ่านการตรวจสภาพ
  • รถที่ผ่านการตรวจสภาพต้องทำเครื่องหมายที่ตัวถังด้านนอกข้างซ้ายตอนท้ายของรถตามระเบียบ และพิมพ์ใบรับรองการตรวจสภาพรถจากระบบงานตรวจสภาพรถ พร้อมลงลายมือชื่อกำกับไว้เฉพาะกรณีที่ผู้นำรถเข้ารับการตรวจสภาพร้องขอ
  • รถที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพ ให้ผู้วินิจฉัยผลพิมพ์ใบรับรองการตรวจสภาพรถ (รายการข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข) จากระบบงานตรวจสภาพรถ พร้อมลงลายมือชื่อกำกับไว้ และแจ้งให้ผู้นำรถเข้ารับการตรวจสภาพรถทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
  • รถที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพ หากเจ้าของรถได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องและนำรถมาตรวจสภาพใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพครั้งแรก ให้ตรวจเฉพาะรายการข้อบกพร่องที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพเท่านั้น เว้นแต่กรณีที่พบข้อบกพร่องเพิ่มเติมหรือมีการเปลี่ยนแปลงสภาพเครื่องอุปกรณ์หรือส่วนควบของรถ
  • สำหรับรถที่แก้ไขข้อบกพร่องแล้วนำรถมาตรวจสภาพใหม่เกินกว่า 15 วันนับแต่วันที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพครั้งแรก ให้ตรวจสภาพใหม่ทุกรายการ

ทำไมควรตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อประจำทุกปี?

การตรวจสภาพรถบรรทุกขนาดใหญ่ เช่น รถ 10 ล้อ เป็นประจำทุกปีมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านกฎหมายและความปลอดภัย เพื่อผลลัพธ์ต่าง ๆ เช่น

1. เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และลดอุบัติเหตุ

รถ 10 ล้อ เป็นรถที่มีน้ำหนักมากและต้องบรรทุกสินค้าในปริมาณสูง การตรวจสภาพจะช่วยยืนยันความพร้อมของระบบสำคัญ เช่น ระบบเบรก ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว ศูนย์ล้อ ที่มีส่วนสำคัญในการยับยั้งรถไม่ให้เกิดการปะทะจนเกิดอุบัติเหตุ

2. เพื่อตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ

การตรวจสอบความแข็งแรงของตัวรถ เช่น ประตูฉุกเฉิน สัญญาณไฟ และแตรสัญญาณ เพื่อให้มั่นใจว่ารถยังคงมีสภาพโครงสร้างที่แข็งแรง มีอุปกรณ์ส่วนควบครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด จนพร้อมใช้งานในทุกสถานการณ์

3. เพื่อลดมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อม

การใช้งานรถบรรทุกขนาดใหญ่ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งปัจจุบันกรมขนส่งฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงร่วมกันตรวจสอบรถใช้งานอย่างเข้มงวด

ในส่วนที่ผู้ประกอบการจะสามารถทำได้คือ การตรวจสภาพรถประจำปีซึ่งจะมีการวัดค่ามลพิษ ค่าควันดำ รวมถึงระดับเสียง การตรวจสอบเรื่องเหล่านี้นอกจากจะถูกต้องตามกฎหมาย ยังช่วยลดมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

4. เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย

ตามเงื่อนไขสำคัญทางกฎหมายอย่าง พรบ. การขนส่งทางบก รถบรรทุกและรถโดยสารต้องผ่านการตรวจสภาพก่อนจึงจะสามารถดำเนินการธุรกรรมดังต่อไปนี้ได้ เช่น ต่อภาษีรถประจำปี จดทะเบียนหรือโอนกรรมสิทธิ์ แก้ไขดัดแปลงตัวรถ เป็นต้น

เรื่องราวดี ๆ เหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่มีการตรวจสภาพรถประจำปีอย่างจริงจัง ต้องการติดตามสภาพยานพาหนะและรับแจ้งเตือนการตรวจสภาพรถแบบอัตโนมัติ คลิกที่นี่

ลืมต่อภาษีรถประจำปี ภาษีรถบรรทุกขาด เจอโทษอะไรบ้าง?

หากลืมต่อภาษีรถบรรทุก ภาษีรถบรรทุกขาด ตั้งแต่ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี จะมีโทษปรับร้อยละ 1 ต่อเดือน

ตัวอย่างเช่น รถบรรทุก 10 ล้อ น้ำหนัก 9,000 กก. ภาษีต่อปีอยู่ที่ 4,050 บาท

                  ค่าปรับร้อยละ 1 ต่อเดือน     =     40.50 บาท

                  หากค้าง 6 เดือน                 =     40.50 * 6 = 243 บาท

ตัวเลขนี้อาจจะดูน้อย แต่เวลาชำระจริง เจ้าของรถต้องจ่ายรวมกับภาษีปีปัจจุบันที่อยู่ที่ปีละ 4,050 บาท ด้วย รวมถึงอาจมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท หากเจอด่านตรวจ ซึ่งกรณีแบบนี้ มักตามมาด้วยการขาดต่อพรบ. ซึ่งการขาดต่อพรบ. ประจำปี มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

หากขาดต่อภาษีเกิน 3 ปี ทะเบียนรถจะถูกระงับทันทีด้วย ต้องนำแผ่นป้ายทะเบียนไปคืน จ่ายภาษีรถย้อนหลัง และดำเนินการแจ้งจดทะเบียนรถบรรทุกขอใช้รถใหม่ ซึ่งจะมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายยุ่งยากกว่าเดิมมากอีกด้วย

ระบบจัดการยานพาหนะ Cartrack ดูแลรถและพฤติกรรมพนักงานขับรถบรรทุก

ระบบจัดการยานพาหนะ Cartrack ยกระดับการดูแลรถ แจ้งเตือนเรื่องที่ต้องทำ

รถมีหลายคัน งานมีหลายอย่าง แต่ธุรกิจจัดการได้อย่างแม่นยำ ไม่โดนปรับให้เสียเงินเสียอารมณ์ แค่ใช้ระบบจัดการยานพาหนะแบบครบวงจร Cartrack ติดตามและแจ้งเตือนงานธุรการยานพาหนะแบบอัตโนมัติ

ด้วยฟีเจอร์แจ้งเตือนความจำ Reminders ผู้ดูแลรถสามารถตั้งค่าแจ้งเตือนงานธุรการ ต่อภาษี ตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ และสิ่งที่ต้องทำอื่น ๆ ได้ และให้แจ้งเตือนตามครบรอบ

ฟีเจอร์ Reminders ยังเชื่อมกับโปรแกรมบำรุงรักษาเครื่องยนต์ที่อยู่ในระบบ Cartrack ช่วยแจ้งเตือนการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ โดยตรวจจากการใช้งานยานพาหนะแบบเรียลไทม์ตามสภาพรถ 

Cartrack ทำให้รถใช้งานได้รับการบำรุงรักษาตามสภาพการใช้งานหรือการเสื่อมจริง ลดการสึกหรอเสียหายและยืดระยะเวลาการใช้งานรถและเครื่องจักรได้ยาวนานอีกด้วย

หากธุรกิจสนใจติดตั้ง GPS ติดรถบรรทุกพร้อมโปรแกรมแจ้งเตือนและติดตามสภาพรถ อุปกรณ์ GPS สำหรับรถประเภทต่าง ๆ หรือจะเป็นอุปกรณ์เสริมอย่างเซนเซอร์น้ำมันหรือกล้องติดรถ ฟรี! ค่าบริการและค่าติดตั้ง จ่ายเพียงค่าอุปกรณ์ พร้อมรับประกันอายุ GPS ตลอดอายุการใช้งาน

ต้องการสอบถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ Cartrack โดยตรง เพียงกรอกข้อมูลที่นี่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของเราติดต่อกลับหาคุณโดยเร็วที่สุด ในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ ระหว่างเวลา 8.30 - 17.30 น.

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สนใจซื้อ GPS ติดตามรถ รับทันที โปรโมชันติดตั้ง GPS ติดรถบรรทุก จ่าย 10 เดือน ใช้ต่อเนื่อง 12 เดือน* (* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ

รถบรรทุก 10 ล้อ ต้องติด GPS ติดตามรถก่อนนำรถไปตรวจสภาพหรือไม่?

ใช่ เจ้าของรถจะต้องติด GPS ติดตามรถสำหรับรถบรรทุก 10 ล้อก่อนนำรถไปตรวจสภาพ เนื่องจากอุปกรณ์ติดตามรถเป็นหนึ่งในรายการที่ต้องตรวจสอบ อีกทั้งกรมการขนส่งทางบกกำหนดให้รถบรรทุก 10 ล้อทุกคันต้องติดตั้ง DLT GPS แบบเรียลไทม์ตามกฎหมาย หากไม่ติดตั้งอาจมีโทษตามกฎหมาย และมีค่าปรับสูงสุด 50,000 บาท

GPS ติดตามรถ Cartrack มีประโยชน์ต่อการตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้ออย่างไร?

GPS ติดตามรถ Cartrack จะบันทึกข้อมูลการใช้งานรถทั้งหมด เช่น ความเร็วในการขับขี่ จำนวนชั่วโมงการทำงานของรถในแต่ละวัน รวมถึงมีซอฟต์แวร์สำหรับวิเคราะห์การใช้งานรถและวางแผนบำรุงรักษา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพหรือชำรุดของเครื่องยนต์และอะไหล่ก่อนเวลาอันควร ช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ เครื่องติดตาม GPS Tracking แบบ Realtime ยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับรถแต่ละคันภายในระบบจัดการยานพาหนะได้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจไม่พลาดกำหนดซ่อมบำรุงประจำปี หรือต่อภาษีรถตามระยะเวลา

Cartrack ให้บริการตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อหรือไม่?

Cartrack ไม่มีบริการตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ โดยบริษัทให้บริการด้านระบบจัดการยานพาหนะ อุปกรณ์ GPS ติดตามรถที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก (DLT) รวมถึงบริการจำหน่ายและติดตั้งอุปกรณ์เสริมสำหรับรถประเภทต่าง ๆ

เช่น เซนเซอร์น้ำมัน กล้องติดรถ เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ และเซนเซอร์ประตู เพื่อช่วยให้ธุรกิจบริหารจัดการและดูแลยานพาหนะได้ง่ายขึ้นภายในระบบเดียว

หากต้องการใช้บริการตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ สามารถติดต่อสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หรือศูนย์บริการตรวจสภาพรถที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกโดยตรง

ติดตาม Cartrack (คาร์แทรค) เพิ่มเติมได้ที่

Facebook: Cartrack Thailand

Instagram: @cartrack.thailand‍

YouTube: CartrackThailand 

TikTok: cartrack.thailand

LINE: Cartrack GPS หรือเข้าแอปฯ LINE เลือกเพิ่มเพื่อน เลือกค้นหา พิมพ์ @udi4517q ที่ ID และแอดเพื่อคุยสอบถามข้อมูลได้ทันที

ผู้จัดการฟลีทกำลังตรวจสอบรถบรรทุกในธุรกิจ

การบำรุงรักษารถบรรทุก สำคัญมาก! รวมจุดตรวจสภาพรถบรรทุก 10 ล้อ ต่อภาษีรถประจำปี ถ้าภาษีรถบรรทุกขาด ทำยังไง และข้อมูลดีๆ ที่ธุรกิจมีรถใช้งานควรรู้