คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากเว็ปไซต์ของกรมควบคุมโรค - ddc.moph.go.th

แบตเตอรี่รถยนต์ ชนิดไหนดี มีกี่ประเภท และอาการแบตเสื่อมดูยังไง

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
แบตเตอรี่รถยนต์ มีทั้งหมดกี่ประเภท? ข้อดี-ข้อเสียของแบตเตอรี่รถยนต์แต่ละชนิดมีอะไรบ้าง? รถจะมีอาการอย่างไรบ้างเมื่อแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ?

วันนี้ Cartrack Thailand จะขอหยิบเรื่องราวของ แบตเตอรี่รถยนต์ นำมาพูดคุยกันว่าในยุคปัจจุบัน แบตเตอรี่รถยนต์ มีทั้งหมดกี่ประเภท? ข้อดี-ข้อเสียของแบตเตอรี่รถยนต์แต่ละชนิดมีอะไรบ้าง? และที่สำคัญจะพามาดูว่ารถของคุณจะมีอาการอย่างไรบ้างเมื่อแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ?

แบตเตอรี่รถยนต์ มีกี่ประเภท?

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก แบตเตอรี่รถยนต์ แต่ละประเภทกันก่อนดีกว่า ซึ่งในปัจจุบันมีแบตเตอรี่มากมายหลายยี่ห้อให้เราเลือกใช้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นแต่ละแบรนด์จะมีแบตเตอรี่รถยนต์ทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1 : แบตเตอรี่น้ำ

แบตเตอรี่น้ำ เป็นแบตเตอรี่รถยนต์แบบดั้งเดิมที่เราเคยใช้มาตั้งแต่สมัยก่อน โดยแบตเตอรี่ชนิดนี้มีการสูญเสียน้ำค่อนข้างสูง จึงทำให้ผู้ใช้ต้องหมั่นตรวจเช็คหรือเติมน้ำกลั่นอยู่บ่อยๆ อาจต้องทำถึงสัปดาห์ละครั้งสำหรับรถที่ใช้งานหนัก ซึ่งถ้าผู้ใช้ลืมเติมน้ำกลั่นหรือปล่อยให้น้ำในแบตระเหยจนแห้งจะทำให้แบตเสื่อมสภาพอย่างหนัก อายุการใช้งานสั้นลง และอาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนแบตลูกใหม่กันเลยทีเดียว ข้อพึงระวังอีกอย่างคือ แบตเตอรี่น้ำ ทางร้านที่จัดจำหน่ายจะเป็นผู้เติมน้ำกรดและชาร์จไฟเอง อาจทำให้มาตรฐานการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟของร้านแต่ละร้านเกิดความไม่แน่นอน

ข้อดีของแบตเตอรี่น้ำ

  • แบตเตอรี่น้ำ มีราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบกับราคาแบตเตอรี่รถยนต์ชนิดอื่นๆ
  • อายุการใช้งานนานกว่า ถ้าดูแลรักษาอย่างดีและถูกต้อง(อาจจะนานกว่าแบตแห้งประมาณ 3-5 เดือน)

ข้อเสียของแบตเตอรี่น้ำ

  • ต้องหมั่นดูแลตรวจเช็คระดับน้ำในแบตเตอรี่บ่อยๆ ถ้าน้ำกลั่นแห้งจะมีโอกาสเสียได้ง่าย
  • มีโอกาสเกิดขี้เกลือสูงมาก
  • จำนวน แอมป์ และ ค่าสตาร์ท(ค่าCCA) น้อยกว่าแบตเตอรี่แห้ง

ประเภทที่ 2 : แบตเตอรี่กึ่งแห้ง

ในประเทศไทย แบตเตอรี่กึ่งแห้ง นั้นจะมีการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟมาเรียบร้อยจากโรงงาน คุณภาพของแบตเตอรี่จึงเป็นไปตามมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต ซึ่งแบตเตอรี่กึ่งแห้งนั้นเป็นแบตเตอรี่รถยนต์ที่ติดมากับรถรุ่นใหม่ๆที่ออกศูนย์ในปัจจุบัน โดยอาจจะไม่ต้องตรวจเช็คระดับน้ำในแบตอยู่บ่อยๆเหมือนแบบน้ำ แต่ก็ยังต้องเติมน้ำกลั่นแบตเตอรี่เพิ่มเติมบ้างโดยเฉลี่ยประมาณ 12 เดือน/ครั้ง และจะสังเกตได้ว่าจะยังมีรูเติมน้ำกลั่นให้เห็นอยู่ โดยแบตเตอรี่รถยนต์กึ่งแห้งนั้นจะมีการพัฒนาตัวแผ่นธาตุ ไม่ว่าจะเป็นการเดินโครงตะกั่ว ส่วนผสมเพิ่มเติม และ ระบบฝาสองชั้น ที่ทำให้สามารถลดการสูญเสียของน้ำกรดไปได้มาก เราจึงไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ

ข้อดีของแบตเตอรี่กึ่งแห้ง

  • ดูแลรักษาง่าย ต้องการดูแลรักษาระดับน้ำในแบตน้อย
  • มาตรฐานเท่ากันทุกลูก เพราะมีการชาร์จไฟและเติมน้ำกรดจากโรงงาน
  • แบตเตอรี่รถยนต์กึ่งแห้งมีแอมป์สูงกว่า แรงสตาร์ทค่าCCA มากกว่ากว่าแบบน้ำ(แต่ยังน้อยกว่าแบบแห้ง)

ข้อเสียของแบตเตอรี่กึ่งแห้ง

  • ราคาแบตเตอรี่กึ่งแห้งนั้นแพงกว่าแบตเตอรี่น้ำเล็กน้อย
  • เก็บสต็อคได้ไม่นาน เป็นปัญหาสำหรับผู้บริโภคที่ซื้อกับร้านค้าที่เก็บสต็อคสินค้าไว้นาน ซึ่งอาจทำให้คุณได้รับสินค้าที่เสื่อมคุณภาพ
  • ยังต้องดูแลรักษาระดับน้ำในแบตอยู่โดยเฉลี่ย12เดือน/ครั้ง

ประเภทที่ 3 : แบตเตอรี่แห้ง

แบตเตอรี่แห้ง เป็นแบตเตอรี่รถยนต์ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเลยตลอดอายุการใช้งาน สะดวกสบายเพราะไม่ต้องมาดูแลรักษาระดับน้ำในแบต ซึ่งสามารถสังเกตได้ว่าจะไม่มีรูเติมน้ำกลั่นเลย และเช่นเดียวกันแบตเตอรี่แห้งนั้นจะมีการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟมาเรียบร้อยจากโรงงาน คุณภาพของแบตเตอรี่จึงเป็นไปตามมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต โดยแบตเตอรี่รถยนต์แบบแห้งนั้นมีการพัฒนาตัวแผ่นธาตุ ไม่ว่าจะเป็นการเดินโครงตะกั่ว ส่วนผสมเพิ่มเติม และ ระบบฝาสองชั้น ทำให้สามารถลดการสูญเสียของน้ำกรดได้มาก และยังมี ค่ากำลังสตาร์ท (ค่า CCA) สูงกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ทุกประเภท แต่ราคาก็สูงที่สุดเช่นเดียวกัน

ข้อดีของแบตเตอรี่แห้ง

  • ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นตลอดอายุการใช้งาน ดูแลรักษาง่าย สะดวกสบายในการใช้งาน
  • มาตรฐานเท่ากันทุกลูก เพราะมีการชาร์จไฟและเติมน้ำกรดจากโรงงาน
  • แบตเตอรี่รถยนต์แห้ง มีแอมป์ที่สูง และมีแรงสตาร์ท(ค่าCCA) มากที่สุด

ข้อเสียของแบตเตอรี่แห้ง

  • ราคาสูงกว่าแบตเตอรี่ทุกประเภท
  • เก็บสต็อคได้ไม่นาน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้บริโภคที่ซื้อกับร้านค้าที่เก็บสต็อคสินค้าไว้นาน ซึ่งอาจทำให้คุณได้รับสินค้าที่เสื่อมคุณภาพ

ประเภทที่ 4 : แบตเตอรี่ไฮบริด

เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีแบตเตอรี่กึ่งแห้ง และแบตเตอรี่น้ำเข้าด้วยกัน ซึ่งแบตเตอรี่ไฮบริดจะมีค่าแรงสตาร์ท(ค่าCCA)ที่สูงกว่า และ ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยเหมือนกับแบตเตอรี่น้ำ(ประมาณ 6-9 เดือน/ครั้ง) แต่สามารถตรวจเช็คระดับน้ำได้ง่าย มีรูเติมน้ำกลั่นเหมือนแบตเตอรี่น้ำทั่วไป โดยมีแนวโน้มว่าแบตเตอรี่ไฮบริดจะเข้ามาแทนที่แบตเตอรี่น้ำทั้งหมดในอนาคตอันใกล้นี้

ข้อดีของแบตเตอรี่ไฮบริด

  • ราคาถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับราคาแบตเตอรี่รถยนต์แห้ง
  • มีค่าแรงสตาร์ท(ค่าCCA)ที่สูงกว่าแบตเตอรี่น้ำ
  • ต้องการการดูแลน้อยกว่าและสามารถเลือกแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดทดแทนแบตน้ำได้

ข้อเสียของแบตเตอรี่ไฮบริด

  • ราคาแพงกว่าแบตเตอรี่น้ำ และราคาไม่ต่างกับแบตเตอรี่กึ่งแห้งมากนัก
  • ยังต้องมีการตรวจเช็คและเติมน้ำกลั่นแบตเตอรี่อยู่โดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน/ครั้ง

อาการที่บ่งบอกว่า แบตเตอรี่รถยนต์ เริ่มเสื่อม!

แบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไปปกติแล้วจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 1 ปีครึ่ง(หรือประมาณ18เดือน) ซึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและการใช้งานด้วย เพราะถ้าเราใช้งานอย่างถูกต้องและมีการดูแลรักษาที่ดี ก็จะสามารถช่วยยืดอายุแบตเตอรี่รถยนต์ของเราได้ แต่อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่ก็สามารถเสื่อมสภาพได้จากหลายๆสาเหตุเช่นกัน โดยเราสามารถสังเกตอาการแบตเตอรี่เสื่อมได้จากอาการดังนี้

1.) รถสตาร์ทติดยาก หรือ สตาร์ทไม่ติดในทีเดียว
2.) น้ำกลั่นในแบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ
3.) ความสว่างของไฟหน้าลดลง
4.) กระจกไฟฟ้าเลื่อนขึ้น-ลง ช้า
5.) ไฟในรถหรี่ลงกว่าเดิม
6.) แตรรถไม่ดังเหมือนเดิม

สุดท้ายนี้พวกเรา Cartrack หวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ สาระความรู้ เกี่ยวกับเรื่องราวของ แบตเตอรี่รถยนต์ จากบทความนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันกันไม่มากก็น้อยนะครับ ส่วนบทความต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรนั้น รอติดตามทางหน้าเวบไซต์ของเราได้เลยครับ หรือใครที่สนใจ GPS ติดรถยนต์ สามารถพูดคุยติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่..

📞Tel. : 02-136-2921
หรือ กด ‘ขอใบเสนอราคา’ ที่ด้านบนได้เลย!

บทความล่าสุด
หมวดหมู่

    สอบถามสินค้าและบริการ
    หรือขอใบเสนอราคา
    (66) 2 136 2920

    กรุณากรอกแบบฟอร์มเพื่อให้เราโทรกลับไป

    คุณสนใจบริการใดของเรา ?

    จำนวนยานพาหนะที่ต้องการติดจีพีเอส ?

    [sourceurl thesource]