คลิ๊กที่นี่เพื่อติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากเว็ปไซต์ของกรมควบคุมโรค - ddc.moph.go.th

รถยนต์ไฟฟ้า กับเรื่องราวของการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

หากการคาดเดาจากผู้เชี่ยวชาญนั้นถูกต้อง รถยนต์บนถนนมากกว่า 57% ในปี 2040 จะเป็นรถยนต์แบบระบบไฟฟ้าแทบทั้งสิ้น ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการเพิ่มต้นทุกการผลิต และราคารถหรือค่าซ่อมแซม อาจจะมีผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการใช้รถยนต์ หากเทียบกับค่าเฉลี่ยของรายได้ของบุคคลทั่วไป แต่เรื่องราวของวิวัฒนาการของ EV (Electric Vehicle) หรือ รถยนต์ไฟฟ้า ที่เรารู้จักกันนั้นมีที่มาอย่างไร?

รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องใหม่

ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1839 มีชายชาวสก็อตแลนด์ชื่อ โรเบิร์ต เดวิดสัน ได้สร้างรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้วิจัยและพัฒนาโดยใช้เวลาเป็นทศวรรษ ก็ได้กำเนิด “Hummingbirdแท็กซี่ระบบไฟฟ้าคันแรกของโลก

ชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือ Bersey รถแท็กซี่ไฟฟ้า ซึ่งมีมากถึง 75 คัน ทั่วทุกจุดในลอนดอน และแน่นอนว่าการใช้ระบบไฟฟ้าในรถก็กระจายตัวมากขึ้น ซึ่งแม้แต่ เฟอร์ดินาน ปอร์เช่ ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ปอร์เช่ ก็ได้เคยสร้างรถยนต์ที่ขับด้วยไฟฟ้า P1 ขึ้นในปี ค.ศ. 1898 ด้วย

อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1908 โมเดลรุ่น T ของ เฮนรี่ ฟอร์ด ได้ชะลอการปรับปรุงให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าไว้ เพราะเนื่องจากรุ่น T นั้นมีราคาถูกและขับง่ายกว่าอยู่แล้ว และยิ่งเมื่อมีการค้นพบน้ำมันดิบในรัฐเท็กซัสในช่วงเวลานั้น จึงทำให้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมันกลายมาเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่ารถยนต์ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ต้องใช้การลงทุนที่มากกว่าและเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความนิยม

เทสลา (Tesla) กับรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงประมาณปี ค.ศ. 1960 ได้มีการพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง แต่ก็ต้องรอไปจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 2003 ที่มีการนำแนวคิดเรื่องรถยนต์ที่ขับด้วยไฟฟ้ากลับมาอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกลุ่มวิศวกรของเทสลา (Tesla) ที่ได้มีการเตรียมแผนการทำรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

และในปี ค.ศ. 2008 เทสลาได้ปล่อยรถรุ่น Roadster ที่สามารถเดินทางได้ไกลถึง 300 กิโลเมตรด้วยการชาร์จพลังงานไฟฟ้าเพียงครั้งเดียว ต่อมาในปี ค.ศ. 2009 ได้มีการปล่อย Model 3 และ Semi-Trucks ซึ่งทั้งคู่นั้นใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด

Roadster รุ่นล่าสุด เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ขับเคลื่อน 4 ล้อ ทรงสปอร์ต ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถขับได้ไกลถึง 1,000 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มีความเร็วสูงสุดมากกว่า 400 กม./ชม. และยังทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ด้วยเวลาเพียง 4.2 วินาที เท่านั้น

การกลับมาอีกครั้งของรถยนต์ไฟฟ้า

ความสำเร็จของเทสลาและรถยนต์ไฟฟ้า ได้กลับมาจุดประกายความสนใจในเรื่องของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าต่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ เช่น Volvo และ BWM ที่อาจจะก้าวมาเป็นคู่แข่งในอนาคต

แท็กซี่ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้กลับมาอีกครั้งบนถนนในกรุงลอนดอน และมีรถเมล์ไฮบริด ที่รวมระหว่างดีเซลและไฟฟ้ากว่า 2,600 คัน คิดเป็น 30% ของรถเมล์โดยสารทั้งหมดในลอนดอน ซึ่งช่วยลดการปล่อยมลพิษได้มากถึง 40%

ใช่ว่าของทุกอย่างจะไม่มีข้อเสีย

ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้าคงหนีไม่พ้นเรื่องการชาร์จพลังงานนั่นเอง ซึ่งเจ้า Roadster ของเทสลา ต้องใช้เวลาถึง 9.5 ชั่วโมง ในการเติมพลังงานจนเต็ม และแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในสถานีเติมน้ำมันนั้น ยังมีจำนวนไม่มาก รวมไปถึงตามบ้านเรือนหรือจุดจ่ายพลังงานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องได้รับการปรับปรุงให้รองรับการใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้าที่อาจจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ในบางประเทศหรือหลาย ๆ บริษัทที่มีคาดการณ์เรื่องนี้ไว้ และกำลังมองหาวิธีในการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการชาร์จพลังงานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจริง ๆ แล้วมีห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในประเทศไทยที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเรื่องการชาร์จพลังงานเหล่านี้ไว้บ้างแล้ว และอาจมีเพิ่มมากขึ้นตามความต้องการในอนาคต

และที่ คาร์แทรค เราให้บริการติดตามกู้คืนและการติดตามความเคลื่อนไหวที่มีคุณภาพสูงอย่างที่คุณคาดหวังไว้ไม่ว่าคุณจะขับขี่ยานพาหนะหรือรถยนต์ประเภทใด และหากเป็นคนนึงที่ภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดมลพิษบนท้องถนน ด้วยการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าด้วยแล้วละก็ คุณสามารถมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะยังคงใช้งานร่วมกันได้ดี ซึ่งทำให้คุณสบายใจและหมดกังวลอย่างแน่นอน

บทความล่าสุด
หมวดหมู่

    สอบถามสินค้าและบริการ
    หรือขอใบเสนอราคา
    (66) 2 136 2920

    กรุณากรอกแบบฟอร์มเพื่อให้เราโทรกลับไป

    คุณสนใจบริการใดของเรา ?

    จำนวนยานพาหนะที่ต้องการติดจีพีเอส ?

    [sourceurl thesource]